ภาวะเบลอ เบลอ หลังงานเลิก (ภาคจบ)
ในนิยาย ตัวเอกมักค้นพบตัวเองจากการเดินทาง
เราเองก็เช่นกัน การเดินทางที่เราให้ชื่อว่า งาน
มีอะไรที่เราได้เรียนรู้ เกี่ยวกับตัวเราเอง ในระดับหนึ่ง
เช่น เรามักเลือก หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านตามขี้ปากคนอื่น
คิดว่ามีคนพูดถึง (ในแง่ในก็ตาม) เรื่องนั้นจะต้องน่าสนใจ
เรื่องที่น่าสนใจ ก็จะต้องมีอะไร มีอะไรแน่ๆ (แต่อะไรที่ว่า มันคืออะไร)
ในร้านอะไรสักอย่าง ด้วยความเบลอ เราตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ร้านต้องห้าม
เพราะมีโน๊ตติดไว้ตามหนังสือว่า วรรณกรรมต้องห้าม สมัย..
นักเขียนต้องห้าม.. กวีนอกคอก.. วรรณกรรมรางวัล... หนึ่งในหนังสือดี...
แต่ก็ดันเป็นร้านที่ครองตัวเราไว้ได้นานมาก ถึงมากที่สุด
คราวก่อนก็มาไปแล้วแท้ๆ ยังมีเยอะกว่านี้ น่าสนกว่านี้ด้วย
แต่เพราะคราวก่อนจน ก็เลยไม่ค่อยกล้าแตะต้องอะไรมาก
เสียค่าเปลืองพื้นที่ในร้านให้เค้าไปสองเล่ม (ก็น้อยนะ)
จับไปเป็นสิบๆเล่ม บางเล่มจับสามรอบ แต่ไม่ซื้อ กลัวอ่านแล้วตาย
หนังสือเครียดๆ ซาดิสๆ แบบนี้ถูกใจเราจริงๆ
ได้วรรณกรรมต้องห้ามมาเล่มหนึ่ง ดูเศร้าปนทุรนทุราย
เล่มนี้ เลือกเพราะ ขี้ปากอีก
ถ้าไม่แปะโน๊ตไว้ว่าวรรณกรรมต้องห้าม เราก็ไม่สนหรอก
กับผีคลาสสิค เมื่อร้อยปีที่แล้ว
อยากรู้ว่าคนรุ่นเก่าๆ เค้ามีผีกันแบบไหน
อย่างคนพลิกแบรนด์ แบรนด์พลิกคน เราสะดุดก็ตรงคนให้คำนิยม
บินหลา //กะว่าจะอ่านฆ่าเวลา แล้วก็อ่านจบรวดเดียว
เผลอเข้าก็กลายเป็นผมถูกฆ่าสะเอง //
เราถูกใจตรงที่นักเขียนเก่งๆคนหนึ่ง บอกว่าเขาถูกฆ่าเนี้ยะแหละ
คนอื่นก็นิยมไว้เยอะ เอาขี้ปากคนอื่น มาตัดสินอีกเช่นเคยนะเรา
สองร้อยแปดบาท แพงที่สุดที่ซื้อ
เป็นประวัติการณ์ที่สุนิชาซื้อหนังสือเกินสองร้อยเล่มหนึ่ง
และยังเป็นสัปดาห์หนังสือ ที่เราต้องได้แต่ของถูกเสมอ
ตอนจ่ายตังค์ คนขายดูหน้า ถามว่าอ่านเล่มนี้หรอ
เราพยักหน้า (มีอะไรมั้ย)
ก็รู้ว่ามันเกี่ยวกับการตลาด การสร้างแบรนด์
แต่คนโง่ๆทึ้มๆ อย่างเราก็อยากมีแบรนด์เป็นของตัวเองมั้ง
กลับมาถึงบ้านก็อ่านก่อนเลย เพราะแพงที่สุด
แต่ไม่น่าผิดหวัง อ่านง่ายกว่าที่คิด และดี ถูกใจ กดไลค์เลย
หลังงานเลิก เรามักได้เวลาคิด
ปกติ ถ้าเจอมีเรื่องไม่ดีแวบเข้ามาในหัวเรา
เราก็พร้อมที่จะตายได้ แบบว่าวิตกกังวล คลุ้มคลั่ง คุมสติไม่อยู่
แต่ก็ไม่แสดงออกมาจากการกระทำ ออกมาแต่สีหน้า
ทำให้คนอื่นเครียดได้ด้วยบรรยากาศทึมทึบ
แต่ไม่ใช่วันนี้..วันนี้เราทำงานจริง
เรารักตัวเอง เราไม่อยากทำร้ายตัวเองอีกต่อไป
มีคำหนึ่งแวบเข้ามาเตือนสติ //ต้องเคารพการตัดสินใจของตัวเอง//
การออกจากบ้าน ไปศูนย์ิสิริกิติ์ เพื่อซื้อหนังสือ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
เราครุ่นคิดมาเป็นวันๆ เรามักวางแผนเสมอ แต่ไม่เคยรัดกุม และไม่มีแผนสำรอง
เราต้องเลือกอยู่นานว่า จะไปหาประสบการณ์จากการเดินช้อปหนังสือ
หรือจะอยู่บ้านเขียนประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราให้เป็นรูปเป็นร่าง
ตอนนั่งรถไฟฟ้าขากลับ เราเหน็ดเหนื่อย และเบลอมาก(กว่านี้)
คิดว่า //นี่เราทำอะไรน่ะ เงินก็ยังผลิตเองไม่ได้ แต่กลับผลาญซะเยอะเชียว
กลับไปบ้านโดนด่าแน่ จะอ่านหมดมั้ยเรา
ต้นไม้ไม่น่าซื้อมาเลย บ้าจริง ที่อื่นก็มีขาย ถูกกว่าด้วย//
จนคำคมหนึ่งผ่านเข้ามา //ต้องเคารพการตัดสินใจของตัวเอง//
ที่เราเลือกมานี่ ที่เราทำไปนี่ มันใช่ว่าจะเลวร้าย ทำให้โลกแตก
ลองมองหาแง่ดี ของสิ่งที่เราเลือก และเลิกโหยหาสิ่งที่เราไม่ได้เลือก
เราศรัทธาในตัวเอง การตัดสินใจของเรานั้น ดีแล้ว
มนุษย์ไม่เคยสมบูรณ์แบบ เพราะมนุษย์ไม่ใช่แบบ
จึงต้องมีอะไรพลาดกันบ้าง แต่อะไรดีๆ
นั้นคือ บทเรียนตามมาด้วยเสมอ
เรียนรู้จากความผิดพลาด ต่อให้ผิดพลาดทั้งชีวิต
ก็ดี เราจะได้กลายเป็นปราชญ์ไปเลย
แม้แต่ห้วงความทรงจำยังเบลอ เบลอ
ต่อให้ผ่านบทเรียนมาเป็นล้านๆ เราก็ไม่มีวันเป็นผู้รอบรู้ได้
ความรู้ไม่เคยเต็ม ถ้าเต็มได้ ก็ไม่ใช่ความรู้
การเรียนรู้ คือสิ่งเบลอๆ เราจับอะไรเบลอๆ มาวิเคราะห์
แต่มันเป็นการเบลอที่สวยงาม
หลังงานเลิก เราไม่ลืมที่จะจับเอาอะไรเบลอ เบลอ มาเบลอให้สวยงาม
งานนี้ เราได้อินสไปเรชั่นจากใครต่อใคร จากเหตุการณ์ จากสถานที่
แต่เราไม่ลืมที่จะบุกเบิกเส้นทางสร้างอินสไปเรชั่นของเราเอง
งานเลิก แต่ยังไม่เลิกงาน
…...
ป.ล. เป็นที่น่าสนใจว่า เวลางาน เรามักไม่คิดอะไร หรือคิดได้น้อยกว่า ตอนงานเลิก หรือเลิกงาน
22.47น.
6/เมษา/54
thx ka