สรุปหลังจากทดลองทำตามคำแนะนำของครูที่ปรึกษา
1. เขียนข้อสรุปที่ทำไปทั้งหมด
- ปัญหาสุขภาพ เรื่องการหายใจที่ติดขัด อึดอัด
ไม่สะดวก
ไม่ค่อยมีอาการสักเท่าไหร่
จะมีก็ตอนที่สภาพจิตใจย่ำแย่
จนถึงกับร้องไห้ฟูมฟาย
ทำให้มีน้ำมูก ไอ และ
มีอาการคล้ายหอบ แต่ภายในสามเดือนที่ผ่านมา มีอาการเพียงไม่กี่ครั้ง และจะไม่ค่อยหนักหนาเท่าไหร่ อาการเจ็บป่วยที่เด่นชัด คือ
ปวดศีรษะ อ่อนเพลียง่าย
อาจเป็นผลข้างเคียงมาจากการหายใจที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนไม่เพียงพอ และยังอาจมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการนอนดึก และความเครียด จากการทำรายงาน ก็ทำให้เห็นปัญหาเรื่องความเครียด อารมณ์
จิตใจมากขึ้น ทำให้หลังๆ เราเริ่มโฟกัสไปที่ปัญหาทางด้านอารมณ์ จิตใจมากกว่า
สังเกตว่า พอมีปัญหาความเครียด
เราก็จัดการควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้
แต่พอต้องเขียนรายงานสุขภาพ
ก็ทำให้เราได้ทบทวนตัวเอง
ได้คิดจัดการกับตัวเอง
ถึงแม้ว่าบางครั้ง
จะทำให้เราคิดมากจนรู้สึกฝืน
รู้สึกอึดอัดมากที่จะต้องคอยกำกับควบคุมตัวเองด้วยความคิดอยู่เรื่อย เพราะเรามักจะเผลอไปคิดไม่ดี ตอกย้ำสิ่งผิดพลาดของตัวเอง ถึงจะเห็นปัญหาต่างๆมาก แต่เราก็มีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาสุขภาพมาก รู้สึกเหมือนว่า
มีเหตุการณ์ร้ายๆ มารุมเร้า
เพราะเราไม่ได้ตั้งตัวรับกับเหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา ทำให้ความเครียดมาครอบงำเรา ในเทอมนี้
เราก็ได้เรียนวิชาอนาโตมี
และปฏิบัติโยคะในขั้นสูงขึ้นไปอีก
ส่งผลต่อการดูแลสุขภาพของเรามาก เพราะทำให้เราสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ขณะฝึกโยคะ
และขณะใช้ชีวิตทั่วไปได้ง่ายขึ้น ได้นำความรู้จากเรื่อง
อายุรเวท ธาตุเจ้าเรือนมาใช้มาก เพราะเรื่องธาตุเจ้าเรือนค่อนข้างจะตรงกับตัวเองหลายอย่าง คือ
ปวดเมื่อยตามตัวตามข้อต่อได้ง่าย
เหนื่อยเพลียง่าย เจ็บป่วยง่าย ตื่นเต้นง่าย
อารมณ์แปรปรวน คิดฟุ้งซ่าน วิตกกังวล โลเล แนวทางในการดูแลรักษาตัวเอง คือ รักษาร่างกายไม่ให้หนาวเย็น ฝึกทำอะไรให้เป็นนิสัย (เพราะเราชอบเปลี่ยนแปลง เบื่อง่าย
ยิ่งเปลี่ยนแปลง
ทำให้เกิดความไม่คุ้นเคยกับสิ่งใหม่
ทำให้ตื่นตัวมากเกินไป จนก่อให้เกิดความเครียด) จะสังเกตได้ชัดว่า
เราค่อนข้างจะมีพฤติกรรมที่ไม่สม่ำเสมอ
ช่วงที่ดูปกติ ก็จะสามารถทำงาน
หรือควบคุมตัวเองได้
สามารถสั่งให้ตัวเองทำในสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเรา แต่ช่วงที่ไม่ปกติ ก็จะควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้
ก็จะไม่สามารถทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้
เช่น ฝึกโยคะที่บ้าน นอนหลับพักผ่อน เป็นต้น
ได้มองเห็นข้อดีของตัวเองอย่างหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมพฤติกรรมและรักษาสุขภาพ คือ
รักการเรียนรู้ ชอบอ่านหนังสือ ชอบฟังคนอื่นพูด ชอบเขียนไดอารี่ เวลาที่อ่าน และฟังด้วยความรู้สึกสนใจ
เพิ่มการจดจ่อเป็นสมาธิให้กับเรา
และยังทำให้เราได้รับความรู้ดีๆไปปฏิบัติอีกด้วย เวลาเขียน
ก็เป็นการทำความเข้าใจและเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ในความคิด
ในอารมณ์ความรู้สึกที่ถ่ายทอดออกมา
2. สิ่งที่ได้เรียนรู้ได้เข้าใจจากการทำรายงาน
- คิดว่าการจัดการควบคุมให้ตัวเองมีพฤติกรรมใดใดเพื่อส่งผลดีต่อสุขภาพ
เป็นเรื่องที่ยาก และต้องใช้เวลาพอสมควร
แต่การปฏิบัติควบคู่ไปกับการฝึกโยคะทำให้ง่ายขึ้น ได้มีโอกาสฝึกโยคะบ่อยขึ้น
และเริ่มที่จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เวลาที่รู้สึกปวดเมื่อย หรือเพื่อเพิ่มสมาธิ เราก็สามารถนำเทคนิคต่างๆของโยคะมาใช้ได้ เช่น ฝึกกริยาในตอนเช้า ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า
และคลายความกังวลต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อๆไปในวันนั้น และก็เพิ่งทำอุฑฑิยานะพันธะที่เป็นการควบคุมกระบังลม(กล้ามเนื้อกึ่งควบคุม)ได้
รู้สึกมีความมั่นใจที่จะควบคุมชีวิตจิตใจ(ที่ควบคุมยากกว่า)ของตัวเองมากขึ้น เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำเนติ
กปาลภาติ อนุโลม-วิโลม และอุฑฑิยานะพันธะ ทำให้จมูกโล่งทั้งวัน รู้สึกสดชื่น
ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะสามารถหายใจสะดวกมากกว่าที่เป็นอยู่ได้อีก รู้สึกจิตใจปลอดโปร่ง
เป็นสมาธิจดจ่อกับการอ่านหนังสือเล่มเดิมได้ทั้งวันอย่างที่ไม่ค่อยได้เป็นมานาน การเพิ่มความใส่ใจต่อการฝึกโยคะมากขึ้น ทำให้ประสิทธิผลมันเกิดขึ้นชัดเจน ได้เห็นว่า มีความพยายามมากไป อาจไม่เกิดผลดีต่อการฝึกโยคะ เพราะบางที
ยิ่งเราตั้งใจมาก ก็ยิ่งใจร้อน อยากเห็นผลเร็วๆ อยากจะทำให้ได้เร็วๆ
หรือคาดหวังมากเกินไปจนทำให้ผิดหวัง
ท้อแท้ได้ง่าย
เราสามารถนำหลักการฝึกอาสนะไปใช้ในชีวิตได้เลย คือ 1. มีสติ รู้ตัว
รู้ทันสิ่งที่เกิดขึ้น 2. ผ่อนคลายอารมณ์ความคิด 3.
(อารมณ์และจิตใจ)นิ่ง มั่นคง
ไม่หวั่นไหวง่าย 4. ใช้แรงน้อย ใช้ความพยายามแต่พอควร จากความรู้สึก เหมือนกับว่าเราต้องฝึกฝนให้มาก ถึงจะทำได้ตามหลักทั้งสี่ แต่พอทำได้แล้ว มันก็จะต้องเกิดผลดีอย่างมากต่อตัวเรา อย่างการนอนดึก
ก็เป็นการใช้แรงมากเกินไป
ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย
ทำให้จิตใจตื่นตัวมากเกิน
ส่งผลให้อารมณ์ความคิดรวดเร็ว
แปรปรวน อีกเรื่องที่ได้เรียนรู้คือ ต่อให้มีความรู้(ทางทฤษฎี)จากตำราสิบเล่ม
แต่ก็เทียบเท่ากับการปฏิบัติหนึ่งครั้งไม่ได้ ในการปฏิบัติทุกครั้ง เราได้รับความรู้ใหม่ๆ ขึ้นอยู่กับความใส่ใจของเรา
3. การเปลี่ยนแปลงอาการป่วยเป็นอย่างไร?
- ดีขึ้น อาการหายใจดูเป็นปกติ อาการแพ้คือ
จาม และมีน้ำมูก ยังมีอยู่บ้าง
มักจะเป็นวันที่ฝนตก
มีอาการเจ็บคอร่วมด้วย
แต่ไม่ค่อยไอ
หรือไอไม่ค่อยหนัก
เมื่อเป็นแล้วก็หายง่ายภายในวันเดียว
ไม่มีอาการเรื้อรัง ส่วนจมูกตัน มักเป็นเฉพาะอยู่ในสถานที่ที่อากาศหนาวเย็น
และฝุ่นควันมาก สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า
โรคภูมิแพ้ไม่ได้ทำให้เราป่วยเสียการเรียนอีกแล้ว แต่เป็นความเครียดที่เข้ามาทำร้ายเรา เมื่อไหร่ที่เราเครียดมากๆ ก็จะต้องหาทางระบาย หากเป็นทางที่ดี เช่น
การเขียนไดอารี่ เล่าให้เพื่อนฟัง ฝึกโยคะ การอ่านหนังสือประเภทความรู้ ก็จะทำให้หมดไป
แต่หากเป็นทางไม่ดี เช่น การกินมากๆ
เล่นเกมเยอะๆ ฟังเพลงมากๆ มันยังไม่ทำให้ความเครียดหมดไป แต่ยิ่งเป็นการสะสมให้มากขึ้น ทั้งยังเป็นการทำร้ายร่างกายตัวเองด้วย ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองสามารถควบคุมตัวเองได้มากขึ้น และเชื่อว่าอะไรๆกำลังเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คงจะทำให้เราหวั่นไหวได้น้อยลง ที่ครูแนะนำให้ทำสมาธิ ก็รู้สึกว่าจะยังทำได้ไม่ค่อยดี
ก็เลยจดจ่อกับอะไรที่ง่ายๆก่อน รวมทั้ง
ฝึกปราณยามะ