จิตที่ปกติไม่ควรเอาไปจดจ่อกับสิ่งที่ผิดปกติ
จะทำให้จิตกลับไม่ปกติไปได้ด้วย
แนวคิดดังกล่าวมาจากครูที่สอนปฏิบัติโยคะในห้องเรียน
เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากเขียนสิ่งที่ดีเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น
ที่ผ่านมาเราเอาแต่เขียนถึงสิ่งที่ไม่ดีเพื่อเป็นการระบาย
และหาทางออกของปัญหา
การเขียนดังกล่าวทำให้เราเติบโต
และพัฒนาตัวเองได้ดี
แต่เราจะเผลอกลับไปยึดติดกับความทุกข์ได้ง่าย
อยากจะลองเปลี่ยนมาเขียนสิ่งที่ดี สิ่งที่ทำให้เราเกิดความสุข หรืออิ่มเอมใจ
เพื่อเก็บรักษาความรู้สึกที่ดีไว้ให้ยืนยาวนาน
และเป็นหลักฐานแห่งความสุขหรือความรู้สึกที่ดีของตัวเราเอง
สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีมากในช่วงเวลาไม่นานมานี้
ความภาคภูมิใจจากการเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาโยคะให้กับเด็กๆ
ความสำเร็จของการงานที่เป็นภาระมานาน
การได้รับกำลังใจจากคนรอบข้าง
ความภาคภูมิใจในความขยันอดทนต่อการฝึกฝนร่างกายตนเองด้วยอาสนะ
ความตื่นรู้ต่อการศึกษาเล่าเรียนเรื่องที่มีรายละเอียดมาก
ความมั่นใจในการพูดนำเสนอต่อหน้าชั้นเรียน
ความกล้าแสดงออกในการตอบคำถามของอาจารย์
ความสามารถที่พัฒนาขึ้นในด้านการจับใจความและหาสาระสำคัญของเนื้อหาวิชา
ความขยันอดทนต่อการทบทวนบทเรียนและเพิ่มความรู้ให้กับตนเอง
เกิดความรู้สึกตื้นตันใจที่มีผู้ชื่นชมในการพัฒนาด้านการอ่านจับใจความของเรา
แม้ว่าจะยังมีข้อบกพร่องในเรื่อง
การขมวดความ/การพูดสรุปสาระสำคัญอย่างกระชับ
นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนาการมองโครงสร้างของเนื้อหาสาระทั้งหมด
ในส่วนที่ตัวเองเสนอกับตัวเอง
คือต้องพัฒนาสมาธิให้มีความจดจ่อต่อการอ่าน
ไม่เผลอไปคิดเกินเนื้อหา ไม่คิดออกนอกเรื่อง ไม่ด่วนสรุปเร็วเกินไป
และไม่เผลอเอาอารมณ์หรือสิ่งที่ติดค้างในใจมาใส่ในเนื้อหาสาระที่เราอ่าน
ทำไมจิตที่ปกติจะต้องไม่ไปจดจ่อกับความผิดปกติมากจนเกินไป
จิตที่นิ่งแล้ว จะกลับมาซัดส่าย และเกิดความทุกข์ขึ้นมาอีก
อย่างคนที่มีความสุข เมื่อเห็นคนที่น่าสงสาร
จิตจะปรุงแต่งให้รู้สึกเจ็บปวดใจ ทุกข์ใจแทนผู้นั้น
แต่ใช่ว่าเราจะต้องละเลยความผิดปกติ
หรือความทุกข์ใดใดในโลก
เพียงแต่ในคนที่จิตเป็นทุกข์ได้ง่าย
หรือมีความไวต่อความรู้สึก
ไม่ควรจะเอาจิตไปจดจ่อกับสิ่งที่สะเทือนใจจนเกินไป
จะทำให้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของอารมณ์และความทุกข์
เอาจิตที่ปกติไปรับรู้ความเป็นจริงของโลก
ความเป็นจริงที่ไร้ซึ่งการปรุงแต่งอย่างลมหายใจเข้าออกของเรา
จะทำให้เรารักษาความเป็นปกติของจิตได้